Bruges: มนตร์ขลังแห่งยุคกลางที่ลมหายใจยังคงเต้นอยู่ในสายน้ำ

Bruges: มนตร์ขลังแห่งยุคกลางที่ลมหายใจยังคงเต้นอยู่ในสายน้ำ
เมื่อเดินทางมาถึงเมืองบรูจส์ สิ่งแรกที่จะปะทะใบหน้าคือสายลมเย็นที่หอบเอาความเงียบสงบและกลิ่นอายของอิฐเก่ามาทักทาย บรูจส์ไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวธรรมดา แต่มันคือ "พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต" ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ทั้งเมือง ถนนทุกสายที่ปูด้วยหินขรุขระ (Cobblestone) ล้วนมีเรื่องราวเล่าขานผ่านเงาของยอดโบสถ์สูงเสียดฟ้า

สายน้ำที่ถักทอจิตวิญญาณของเมือง
ฉายา "Venice of the North" ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะหัวใจของบรูจส์คือโครงข่ายลำคลองที่ไหลลัดเลาะผ่านหลังบ้านเรือนทรงหน้าจั่ว (Guildhalls) สีอิฐแดงและส้มอิฐ การล่องเรือในคลองบรูจส์คือประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด เสียงฝีพายกระทบน้ำสลับกับเสียงระฆังจากหอคอยไกลๆ จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในภาพวาดสีน้ำมันของจิตรกรยุคเรอเนสซองส์ โดยเฉพาะมุม Rozenhoedkaai ที่ต้นหลิวทอดกิ่งลงระผิวน้ำ ตัดกับฉากหลังที่เป็นหอระฆังสีเข้ม เป็นภาพจำที่สวยจนเกือบจะลืมหายใจ
จัตุรัสแห่งประวัติศาสตร์และเสียงระฆัง 47 ใบ
ใจกลางเมืองคือ Market Square (Grote Markt) ลานกว้างที่ล้อมรอบด้วยอาคารทรงยุโรปโบราณที่ดูเหมือนบ้านขนมปังขิง ยอดแหลมของแต่ละตึกบ่งบอกถึงความมั่งคั่งของสมาคมช่างฝีมือในอดีต แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ Belfry of Bruges หอระฆังยักษ์ที่ตั้งตระหง่านมานานกว่า 800 ปี หากคุณมีแรงพอที่จะก้าวขึ้นบันไดวน 366 ขั้น คุณจะได้รางวัลเป็นภาพวิวพาโนรามาของเมืองที่ขยายตัวออกไปเหมือนพรมผืนใหญ่สีส้ม และถ้าโชคดี คุณจะได้ยินเสียงเพลงจากระฆัง 47 ใบ (Carillon) ที่บรรเลงกังวานไปทั่วเมือง

กลิ่นหอมที่อบอวลในอากาศ
เสน่ห์ของบรูจส์ไม่ได้มีแค่ทางตา แต่คือ "กลิ่น" ครับ ทันทีที่เดินเข้าสู่ย่านใจกลางเมือง กลิ่นเนยจากวอฟเฟิลอบใหม่ๆ และกลิ่นหอมหวานเข้มข้นของช็อกโกแลตจะเย้ายวนคุณในทุกหัวมุมถนน เบลเยียมคือดินแดนแห่งช็อกโกแลต และบรูจส์คือเมืองหลวงของมัน ร้านช็อกโกแลตทำมือที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านขายขนม แต่คืองานศิลปะที่วางเรียงรายอยู่ในตู้โชว์ ตั้งแต่รสชาติคลาสสิกไปจนถึงรสชาติล้ำสมัยอย่างช็อกโกแลตผสมเครื่องเทศ

ตำนานรักและทะเลสาบแห่งความเงียบสงบ
ทางตอนใต้ของเมืองคือ Minnewater หรือ Lake of Love ที่นี่เป็นมุมที่เงียบสงบที่สุด ฝูงหงส์สีขาวสะอาดตาที่ว่ายวนอยู่ในทะเลสาบไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่มีตำนานเล่าขานถึงความรักที่เป็นอมตะและการอุทิศตนของชาวเมือง สะพานหินเก่าแก่ที่พาดผ่านทะเลสาบแห่งนี้คือจุดที่คู่รักทั่วโลกมาอธิษฐานเพื่อให้รักมั่นคงชั่วนิรันดร์

วิถีชีวิตและเบียร์เบลเยียม
เมื่ออาทิตย์เริ่มอัสดง แสงไฟสีวอร์มไวท์จะเริ่มสว่างขึ้นตามตรอกซอกซอย บรรยากาศจะเปลี่ยนจากเมืองน่ารักเป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยมนตร์ขลัง การจิบเบียร์ Brugse Zot (เบียร์ท้องถิ่นหนึ่งเดียวที่ยังผลิตในเขตเมืองเก่า) ในร้านบาร์ไม้เก่าๆ ที่ตกแต่งด้วยของสะโบราณ คือการปิดท้ายวันที่สมบูรณ์แบบที่สุด

การล่องเรือคลองในเมือง Bruges เป็นกิจกรรมยอดนิยมที่พาเที่ยวชมเมืองเก่าในมุมที่สวยและโรแมนติก เรือจะแล่นผ่านคลองสายสำคัญอย่าง Groenerei และอาคารยุคกลางที่เรียงรายริมฝั่งน้ำ พร้อมฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองที่เคยรุ่งเรืองในอดีต
ระหว่างทางคุณจะได้ชมวิวไฮไลท์อย่าง Minnewater หรือ “ทะเลสาบแห่งความรัก” และบรรยากาศเมืองเก่าที่เงียบสงบงดงาม ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เหมาะสำหรับการพักผ่อน ถ่ายภาพ และซึมซับเสน่ห์ของ Bruges ในแบบคลาสสิก

หอระฆังเก่าแก่ใจกลางเมือง Bruges เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่สะท้อนความรุ่งเรืองในยุคกลาง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโกธิกและความสูงกว่า 83 เมตร
ภายในหอมีบันไดกว่า 360 ขั้นให้เดินขึ้นไปยังจุดชมวิวด้านบน ซึ่งสามารถมองเห็นหลังคาเมืองเก่าและคลองที่ทอดยาวอย่างสวยงาม โดยเฉพาะวิวของจัตุรัส Markt Square Bruges ที่คึกคักอยู่ด้านล่าง
ไฮไลท์อีกอย่างคือระฆังคาริลยง (Carillon) ที่มีมากกว่า 40 ใบ ซึ่งจะบรรเลงเสียงดนตรีก้องไปทั่วเมือง สร้างบรรยากาศคลาสสิกและโรแมนติกแบบยุโรปแท้ ๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากชมวิว Bruges แบบพาโนรามาและสัมผัสประวัติศาสตร์ในที่เดียว

Begijnhof เป็นสถานที่เงียบสงบและเปี่ยมเสน่ห์อีกแห่งในเมือง Bruges ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO
พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มสตรีผู้เคร่งศาสนาในอดีต ปัจจุบันยังคงรักษาบรรยากาศเรียบง่ายและสงบไว้ได้อย่างดี โดดเด่นด้วยบ้านสีขาวเรียงรายรอบลานกว้าง สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา
ภายในยังมีโบสถ์เล็ก ๆ และทางเดินที่เงียบร่มรื่น เหมาะสำหรับการเดินเล่นพักผ่อน หรือซึมซับบรรยากาศแห่งความสงบตัดกับความคึกคักของเมือง Bruges ภายนอก เป็นอีกมุมหนึ่งของเมืองที่เต็มไปด้วยความงดงามแบบเรียบง่ายและคลาสสิก

สะพานหินเล็ก ๆ แสนโรแมนติกในเมือง Bruges ที่ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่สวยที่สุดของเมือง
แม้จะดูเหมือนสะพานโบราณยุคกลาง แต่จริง ๆ แล้วถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมโดยรอบอย่างลงตัว บริเวณนี้รายล้อมด้วยคลอง อาคารเก่า และสวนสีเขียว สะท้อนภาพลงบนผืนน้ำอย่างงดงาม
บรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติก ทำให้ Bonifacius Bridge เป็นมุมลับที่เหมาะสำหรับการเดินเล่น ถ่ายภาพ และดื่มด่ำเสน่ห์ของ Bruges แบบคลาสสิก

